สาระน่ารู้เรื่อง "แอลกอฮอล์"

แอลกอฮอล์คืออะไร แอลกอฮอล์ที่บริโภคคือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol or Ethanol) มีในเหล้า ไวน์ และเบียร์ เกิดจากการหมักของยีสต์กับน้ำตาล (องุ่น) หรือ แป้ง (ข้าว)
แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด มีผลต่อระบบต่างๆในร่างกายและกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง จึงส่งผลต่อการตัดสินใจและการประสานงานต่างๆของร่างกาย การเผาผลาญแอลกอฮอล์เกิดขึ้นที่ตับ ซึ่งตับมีอัตราจำกัดในการเผาผลาญแอลกอฮอล์ ความรุนแรงของผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ต่อร่างกายนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่มเข้าไป
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์แต่ละคนมีปฏิกิริยาการตอบสนองต่อแอลกอฮอล์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้  ได้แก่ เพศ  น้ำหนักตัว อายุ  เชื้อชาติ ภาวะสุขภาพ ปริมาณอาหารที่รับประทานก่อนการดื่มแอลกอฮอล์  อัตราเร็วในการดื่ม การใช้ยา ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาจากแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ปริมาณ standard drink (1 ดริ๊ง) คือเท่าไหร่ ?  ขึ้นกับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ ซึ่งโดยทั่วไปคือ
* วิสกี้ บรั่นดี 1 ดริ๊งก์ คือ 45 ซีซี หรือ 1.5 ออนซ์ (4.5 ฝาสูง)
- ไวน์ 1 ดริ๊งก์ คือ 150 ซีซี หรือ 5 ออนซ์ (ประมาณ 1/5 ขวด)
- เบียร์ 1 ดริ๊งก์ คือ 360 ซีซี หรือ 12 ออนซ์ (ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก)
* ปริมาณเหล้าที่ยังไม่ผสม

------   ปริมาณการดื่มที่แนะนำต่อไปนี้ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีที่เลือกจะดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีข้อห้าม  และไม่มีข้อห้าม  ------

ปริมาณการดื่มที่เหมาะสมหรือดื่มพอประมาณ (moderate drinking) คือเท่าไหร่ ? หากท่านเลือกที่จะดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณที่เหมาะสมซึ่งมีผลดีต่อไขมันและหลอดเลือดของร่างกาย และลดความดันโลหิตได้คือวันละ 1 ดริ๊งสำหรับผู้หญิง (และผู้ชายที่น้ำหนักน้อยกว่า 60 กก.) และ 2 ดริ๊งสำหรับผู้ชาย

ดื่มมากแค่ไหน ที่เรียกว่าดื่มหนัก (heavy drinking) ?  คือดื่มมากกว่าวันละ 1 ดริ๊งสำหรับผู้หญิง และ มากกว่า 2 ดริ๊งสำหรับผู้ชาย

ดื่มมากแค่ไหน ที่เรียกว่าดื่มมากเกินไปหรือดื่มหัวราน้ำ (binge drinking) ?  คือดื่มมากจนระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 80 mg% โดยทั่วไปเป็นการดื่มที่มากกว่า 4 ดริ๊งสำหรับผู้หญิง และ มากกว่า 5 ดริ๊งสำหรับผู้ชายใน 1 ครั้ง (ภายในประมาณ 2 ชั่วโมง)

ถ้าดื่มแอลกอฮอล์แล้วต้องการให้ผ่านด่านเป่าของตำรวจได้ จะดื่มอย่างไรตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 16/2537 กำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ไม่ให้เกิน 50 mg% ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการวิจัยในคนไทยพบว่าการดื่มพอประมาณ (moderate drinking) มักจะทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 mg% แต่การดื่มแอลกอฮอล์มักมีแอลกอฮอล์ค้างอยู่ในปาก 15-20 นาที ซึ่งทำให้ระดับแอลกอฮอล์สูงกว่าความเป็นจริงในการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ ดังนั้นควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าก่อน เพื่อกำจัดแอลกอฮอล์ที่ค้างอยู่ในปาก

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรให้ปลอดภัย ?

  • ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์หากมีข้อห้ามด้านสุขภาพ สังคม หรือด้านกฏหมาย
  • หากกำลังตั้งครรภ์หรือจะตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ทำให้ลูกมีหน้าต่างผิดปกติได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มในขณะท้องว่าง ควรดื่มคู่กับมื้ออาหารหรือหลังอาหาร เพื่อชะลอการดูดซึมของแอลกอฮอล์ และควรดื่มอย่างช้าๆ ค่อยๆจิบ
  • จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อไม่ให้สูญเสียการควบคุมตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • ผู้ที่ทำงานกับเครื่องจักร เครื่องกล หรือขับขี่ยานพาหนะ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุราโดยสิ้นเชิง

ข้อเสียของการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เป็น alcoholism และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ตับแข็ง มะเร็งคอหอย มะเร็งกระเพาะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ และโรคขาดวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิต

เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2555  โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขับรถโดยไม่ผิดกฎหมาย ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/preventive/dept_article_detail.asp?a_id=141
  • กฤษฏี โพธิทัต. ดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรไม่เสียสุขภาพ. ใน: กินดีได้สุขภาพดี. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร. 2554; 100 - 8
  • Judith E. Brown. Alcohol: The Positives and Negatives. In: Nutrition Now. Fifth edition.
  • Centers for Disease Control and Prevention(CDC).  Alcohol and Public Health. Frequently Asked Questions. http://www.cdc.gov/alcohol/faqs.htm#whatAlcohol
  • U.S. Department of Agriculture and U.S. Department of Health and Human Services. In: Dietary Guidelines for Americans, 2010. Chapter 3 – Foods and Food Components to Reduce .  7th Edition, Washington, DC: US Government Printing Office; 2010, p. 30–32.